สาส์นจากประธานกรรมการ | IFS Capital (Thailand)

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

แม้การใช้ชีวิตและการทำกิจวัตรประจำวันของเรายังคงได้รับผลกระทบจากโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ยังคงแพร่ระบาดไปทั่วโลกในปี 2564 แต่บริษัทยังคงให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนด้านความปลอดภัยครอบคลุมพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าของเรา ควบคู่ไปกับการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจร่วมกัน

ในปี 2564 บริษัทมีกำไรสุทธิ 152.82 ล้านบาท จากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเป็น 385.42 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 3 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน อันเป็นผลมาจากปริมาณการให้สินเชื่อแฟคเตอริ่งที่เพิ่มขึ้นเป็น 29,659 ล้านบาท หรือร้อยละ 11 จากปีที่ผ่าน สืบเนื่องจากเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวจากเหตุการแพร่ระบาดรุนแรงของโควิด-19 ในปี 2563 นอกจากนี้ ต้นทุนทางการเงินลดลง 4 ล้านบาทหรือร้อยละ 10 จากปีก่อน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 หรือประมาณ 7 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลงร้อยละ 95 หรือเกือบ 22 ล้านบาท เนื่องจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ลดลง และผลจากการได้รับชำระหนี้คืนบางส่วน

จากการพิจารณาผลประกอบการในปี 2564 คณะกรรมการบริษัทเสนอให้จ่ายเงินปันผลในอัตรา 0.158 บาทต่อหุ้น หรือ 15.80 สตาค์ต่อหุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นสำหรับปี 2564 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 77.97 ล้านบาทหรือคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผล ร้อยละ 51 ของกำไรสุทธิ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทที่กำหนดให้บริษัทจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของผลกำไรสุทธิหลังหักเงินสำรองตามกฎหมาย

ทั้งนี้ การจ่ายเงินปันผลดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 20 เมษายน 2565

แม้ธุรกิจของเรายังไม่กลับเข้าสู่ระดับผลการดำเนินงานก่อนการแพร่ระบาด ประกอบกับเรายังคาดว่า ยังมีความท้าทายในสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ยังคงดำเนินอยู่ในปี 2565 แต่เรามองในแง่ดีว่า การฟื้นตัวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งในด้านอุปสงค์ในประเทศ การท่องเที่ยว การผลิต และการส่งออก ซึ่งจะได้รับแรงผลักดันจากนโยบายผ่อนคลายการเปิดประเทศ รวมถึงมาตรการการส่งเสริมการฟื้นตัวเศรษฐกิจจากภาครัฐ

บริษัทจะยังคงดำเนินการตามแผนการเติบโตอย่างรอบคอบในธุรกิจหลักทั้งสินเชื่อแฟคเตอริ่งและสินเชื่อเครื่องจักรและอุปกรณ์ โดยมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพและมีการเติบโตที่แข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น เช่น กลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ธุรกิจบริการซอฟต์แวร์ผ่านอินเทอร์เน็ต (SaaS) และธุรกิจการซื้อขายสินค้าหรือโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะพัฒนาธุรกิจสินเชื่อเครือข่ายธุรกิจ (Supply Chain Financing) ตลอดจนแสวงหาโอกาสหรือแนวทางใหม่ ๆ เพื่อการให้บริการที่ดียิ่งขึ้นแก่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย

เรามุ่งมั่นที่จะลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจของเราเติบโตได้มากขึ้น เราตั้งเป้าที่จะนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงานด้านสินเชื่อแฟคเตอริ่งทั้งหมดภายในไตรมาส 4 ของปี 2565 โดยใช้ระบบปฏิบัติการสินเชื่อแบบคลาวด์ของบริษัทในกลุ่ม ที่จะพัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์มของ Salesforce เป็นหลัก

บริษัทจะยังคงพัฒนาและยกระดับในด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental) สังคม (Social) และบรรษัทภิบาล (Governance) ให้มากยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าความสำเร็จของบริษัทอยู่บนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อประโยชน์ต่อผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมดในระยะยาว

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ผมขอแสดงความขอบคุณจากใจจริงต่อผู้ถือหุ้น ลูกค้า คู่ค้า ธนาคาร ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียอื่นทุกท่านที่ให้การสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทด้วยดีเสมอมา รวมถึงขอขอบคุณผู้บริหารและพนักงานทุกคนสำหรับความมุ่งมั่นทุ่มเทที่ช่วยให้บริษัทประสบความสำเร็จมาโดยตลอด

นายแรนดี้ ซิม เชง เหลียง
   ประธานกรรมการ
   22 กุมภาพันธ์ 2565