ในการทำธุรกิจหรือแม้แต่การรับจ้างทำงานอิสระ หลายคนมักเกิดความสงสัยเมื่อเห็นยอดเงินที่ได้รับโอนจริงไม่ตรงกับจำนวนเงินที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก โดยมีเงินส่วนหนึ่งถูกหักออกไป ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่าการ “หักภาษี ณ ที่จ่าย” กลไกทางภาษีที่รัฐบังคับใช้เพื่อจัดเก็บรายได้ล่วงหน้า
สำหรับเจ้าของกิจการมือใหม่ เรื่องนี้อาจดูซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียดทางกฎหมายที่ต้องระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นอัตราการหักที่แตกต่างกันไปตามประเภทบริการ หรือกำหนดเวลาในการนำส่งเอกสาร บทความนี้ IFS Capital (Thailand) จะพาไปเจาะลึกทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับภาษีประเภทนี้ เพื่อให้ธุรกิจสามารถวางแผนการเงินได้อย่างถูกต้องและหลีกเลี่ยงค่าปรับย้อนหลังที่อาจส่งผลกระทบต่อสภาพคล่อง
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย คืออะไร?
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย (Withholding Tax) คือ กลไกการจัดเก็บภาษีล่วงหน้ารูปแบบหนึ่งที่กรมสรรพากรกำหนดให้ “ผู้จ่ายเงิน” (ซึ่งมักเป็นบริษัทหรือนิติบุคคล) ทำหน้าที่หักเงินส่วนหนึ่งจากยอดที่ต้องชำระให้แก่ “ผู้รับเงิน” แล้วนำส่งเงินส่วนนั้นให้กับรัฐ
กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้เสียภาษีไม่ให้ต้องจ่ายเงินก้อนใหญ่ในคราวเดียวเมื่อถึงเวลายื่นภาษีประจำปี และในขณะเดียวกันก็เป็นการรับประกันว่ารัฐจะมีรายได้หมุนเวียนเข้าคลังอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี
ใครบ้างต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย?
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีหน้าที่ต้องหักเงินส่วนนี้เพื่อนำส่งรัฐ โดยทั่วไปแล้วผู้ที่มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายเมื่อมีการทำธุรกรรมจ่ายเงินค่าจ้างหรือค่าบริการต่าง ๆ ได้แก่
- บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล : เมื่อมีการจ่ายเงินค่าจ้าง ค่าบริการ หรือค่าเช่า ให้กับบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลอื่น
- บุคคลธรรมดา : แม้ไม่ได้จดทะเบียนเป็นบริษัท แต่หากมีการจ่ายเงินที่เป็นไปตามเงื่อนไขเฉพาะที่กฎหมายกำหนดในบางกรณี ก็อาจมีหน้าที่ต้องหักภาษีนำส่งเช่นกัน
สรุปอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่พบบ่อย ตามประมวลรัษฎากร
ประเภทของค่าใช้จ่ายแต่ละชนิดมีอัตราการหักภาษีที่แตกต่างกันออกไป เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้กับการทำบัญชีได้อย่างถูกต้อง นี่คือสรุปอัตราภาษีที่พบบ่อยในการดำเนินธุรกิจ
| ประเภทของเงินได้ (ค่าใช้จ่าย) | อัตราหักภาษี ณ ที่จ่าย |
| ค่าขนส่ง (ต้องเป็นบริษัทที่ขึ้นทะเบียนบริการขนส่ง) | 1% |
| ค่าโฆษณา (ผ่านเอเจนซี่ หรือสื่อโฆษณาต่าง ๆ) | 2% |
| ค่าบริการ ค่าจ้างทำของ หรือรับเหมา (ผู้รับจ้างหาอุปกรณ์เอง) | 3% |
| ค่าบริการวิชาชีพอิสระ (เช่น บัญชี ทนายความ สถาปนิก วิศวกร) | 3% |
| ค่าลิขสิทธิ์ (เช่น ค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ บทความ) | 3% |
| ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือค่าเช่ารถ (ผู้เช่ามีสิทธิถือกุญแจ) | 5% |
| รางวัลจากการประกวด แข่งขัน หรือชิงโชค | 5% |
| ค่าจ้างนักแสดงสาธารณะ | 5% |
กรณียอดไม่เกิน 1,000 บาท ต้องหักหรือไม่?
ตามข้อกำหนดของกรมสรรพากร หากมูลค่าการจ่ายเงินในแต่ละครั้งมีจำนวนไม่ถึง 1,000 บาท ผู้จ่ายเงินไม่จำเป็นต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นสำหรับกรณีที่เป็นสัญญาระยะยาวหรือมีการจ่ายต่อเนื่อง เช่น ค่าบริการโทรศัพท์ ค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือน หรือการจ้างงานที่มียอดรวมเกิน 1,000 บาทแต่แบ่งจ่ายหลายงวด แม้แต่ละยอดจะเบิกจ่ายไม่ถึง 1,000 บาท ก็ถือว่าเข้าข่ายต้องหักภาษีไว้ทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน
วิธีคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย

การคำนวณภาษีมีวิธีการคิดหลัก ๆ 2 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบภาระภาษีส่วนนี้
ตัวอย่างปกติ
วิธีนี้เป็นวิธีที่พบได้ทั่วไปมากที่สุด โดย “ผู้รับเงิน” จะเป็นผู้รับภาระภาษีเอง ผู้จ่ายเงินจะหักเปอร์เซ็นต์จากยอดเต็ม แล้วจ่ายเพียงยอดสุทธิให้แก่ผู้รับ
- ยอดค่าจ้างบริการ : 10,000 บาท
- อัตราภาษี : 3%
- ภาษีที่ต้องหัก : 10,000 x 3% = 300 บาท
- ยอดเงินที่ผู้รับจะได้จริง : 10,000 – 300 = 9,700 บาท
ตัวอย่าง Gross Up
วิธีนี้เรียกว่าการออกภาษีให้ตลอดไป โดย “ผู้จ่ายเงิน” ยินดีที่จะออกค่าภาษีแทน เพื่อให้ผู้รับเงินได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนตามที่ตกลงกันไว้ วิธีนี้ต้องคำนวณหาฐานรายได้ใหม่ (Gross Up) ก่อน
- ยอดเงินที่ต้องการให้ผู้รับได้จริงเต็มจำนวน : 10,000 บาท
- อัตราภาษี : 3%
- สูตรคำนวณหารายได้รวม : 10,000 ÷ (100% – 3%) = 10,000 ÷ 0.97 = 10,309.28 บาท
- ภาษีที่ผู้จ่ายต้องนำส่งรัฐ : 10,309.28 x 3% = 309.28 บาท
ต้องยื่นแบบอะไร และยื่นเมื่อไหร่?

เมื่อผู้จ่ายเงินได้ทำการหักภาษีเอาไว้แล้ว จะต้องนำส่งข้อมูลและเงินภาษีดังกล่าวให้กับกรมสรรพากร โดยเลือกใช้แบบแสดงรายการให้ถูกต้องตามประเภทของผู้รับเงิน ดังนี้
ภ.ง.ด.3
แบบแสดงรายการนี้ใช้สำหรับกรณีที่ผู้จ่ายเงิน (บริษัทหรือนิติบุคคล) จ่ายค่าจ้างหรือค่าบริการให้กับผู้รับเงินที่เป็น “บุคคลธรรมดา”
ภ.ง.ด.53
แบบแสดงรายการนี้ใช้สำหรับกรณีที่ผู้จ่ายเงิน (บริษัทหรือนิติบุคคล) จ่ายค่าบริการให้กับผู้รับเงินที่เป็น “บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล” ด้วยกันเอง
กำหนดยื่น
ไม่ว่าจะใช้แบบฟอร์ม ภ.ง.ด.3 หรือ ภ.ง.ด.53 ผู้มีหน้าที่หักภาษีจะต้องดำเนินการนำส่งเงินให้กรมสรรพากรภายในกำหนดเวลาที่ชัดเจน หากเป็นการยื่นแบบกระดาษที่สำนักงานสรรพากรจะต้องยื่นภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป แต่หากเลือกยื่นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต จะได้รับสิทธิขยายเวลาออกไปจนถึงวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ใบ 50 ทวิ คืออะไร?
ใบ 50 ทวิ หรือหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย คือ เอกสารสำคัญที่ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องจัดทำและออกให้แก่ผู้รับเงินทุกครั้งที่มีการหักภาษีไว้ เอกสารฉบับนี้เปรียบเสมือนใบเสร็จรับเงินที่ใช้เป็นหลักฐานยืนยันว่าผู้รับเงินได้ถูกหักภาษีและมีการนำส่งล่วงหน้าไปแล้ว เมื่อถึงรอบการยื่นภาษีเงินได้ประจำปี ผู้รับเงินจะต้องนำใบ 50 ทวิ ไปใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นแบบ เพื่อนำยอดภาษีที่จ่ายไปแล้วมาเครดิตหักออกจากภาษีที่ต้องชำระจริง หรือใช้ประกอบการขอคืนภาษีในกรณีที่ถูกหักไว้เกิน
บทลงโทษหากไม่หักหรือไม่นำส่ง ตามประมวลรัษฎากร
การละเลยหน้าที่ในการหักภาษี หรือหักไว้แล้วแต่ไม่ยอมนำส่งกรมสรรพากร ถือเป็นความผิดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษชัดเจนและอาจสร้างภาระทางการเงินอย่างหนักให้กับธุรกิจ
เบี้ยปรับไม่เกิน 100% ของภาษีที่ต้องนำส่ง
หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าไม่มีการนำส่งภาษีตามกำหนด ธุรกิจอาจต้องเผชิญกับเบี้ยปรับสูงถึง 1 เท่า (100%) ของยอดภาษีที่หลีกเลี่ยงหรือไม่นำส่ง
เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
นอกเหนือจากเบี้ยปรับแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้ต้องเสีย “เงินเพิ่ม” อีกในอัตรา 1.5% ต่อเดือน (เศษของเดือนคิดเป็น 1 เดือน) ของยอดภาษีที่ค้างชำระ โดยคิดสะสมไปจนกว่าจะชำระครบถ้วน
ค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท
มีโทษปรับทางอาญาในรูปแบบของค่าปรับไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับความผิดฐานไม่ยื่นแบบแสดงรายการ หรือยื่นแบบล่าช้ากว่ากำหนดเวลา
นอกจากนี้ ภาษีที่ไม่ได้หักอาจไม่สามารถนำไปเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้
หากบริษัทจ่ายเงินค่าบริการไปโดยไม่ยอมหักภาษี ณ ที่จ่าย ภาระความรับผิดชอบทั้งหมดจะตกอยู่ที่บริษัทผู้จ่ายเงินทันที ซึ่งบริษัทจะต้องรับผิดชอบออกเงินค่าภาษีส่วนนี้แทนผู้รับไปก่อน เพื่อนำส่งให้ถูกต้อง
ตัวอย่างเช่น : มีค่าบริการ 100,000 บาท ต้องหัก 3% = 3,000 บาท แต่บริษัทไม่ได้หักไว้
เมื่อถูกตรวจสอบ บริษัทต้องคำนวณแบบ Gross Up ตัวอย่าง : 100,000 ÷ 0.97 = 103,092.78 บาท
กรณีนี้บริษัทเป็นผู้รับภาระภาษีแทนผู้รับเงิน ทำให้ต้นทุนจริงสูงขึ้น และที่สำคัญ ค่าใช้จ่ายภาษีที่บริษัทออกแทนให้ในภายหลังนี้ อาจไม่สามารถนำมาถือเป็นรายจ่ายที่หักลดหย่อนในการคำนวณภาษีนิติบุคคลได้
บริหารกระแสเงินสดเมื่อมีภาระหักภาษี ณ ที่จ่าย

การบริหารธุรกิจไม่ได้มีแค่เรื่องของการหารายได้ แต่ยังรวมถึงการจัดการจังหวะของเงินสดที่ไหลเข้าและออกจากบริษัทด้วย โดยเฉพาะเมื่อมีภาระทางภาษีเข้ามาเกี่ยวข้อง
ตัวอย่างเช่น : บริษัทต้องจ่ายค่าบริการให้ผู้รับเหมา 1 ล้านบาท ตามกฎหมายต้องหัก 3% ทันที (30,000 บาท) แม้เงินค่าโปรเจกต์จะยังไม่ได้รับจากลูกค้าของบริษัทก็ตาม ภาษีที่หักไว้ถือเป็นเงินของรัฐ ไม่ใช่เงินของกิจการ และบริษัทมีหน้าที่ต้องรีบนำส่งเงิน 30,000 บาทนี้ให้กรมสรรพากรตามรอบการยื่น
- ยื่นแบบกระดาษ : ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
- ยื่นออนไลน์ : ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ช่องว่างของเวลาที่ต้องสำรองเงินสดจ่ายภาษีออกไปก่อน ในขณะที่ลูกค้ายังไม่ชำระเงินตามรอบเครดิตเทอมอาจทำให้สภาพคล่องของกิจการสะดุดลงได้ การมองหาทางเลือกทางการเงินเข้ามารองรับจึงเป็นสิ่งจำเป็น เครื่องมืออย่างสินเชื่อแฟคเตอริ่ง (Factoring) ที่สามารถนำใบวางบิลมาเปลี่ยนเป็นเงินสดล่วงหน้าได้ จะช่วยอุดช่องโหว่นี้ได้ เครื่องมือบริหารลูกหนี้การค้าจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนภาษีและกระแสเงินสดเชิงกลยุทธ์ ช่วยให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่น มีสภาพคล่องพร้อมนำส่งภาษีได้ตรงเวลา และไม่เสียเครดิต
สรุปบทความ
หักภาษี ณ ที่จ่าย เป็นระบบที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้แก่รัฐและลดภาระตอนสิ้นปีของผู้มีรายได้ สำหรับผู้ประกอบการ การทำความเข้าใจอัตราการหัก การคำนวณ และหน้าที่ในการนำส่งอย่างถูกต้อง ถือเป็นหัวใจสำคัญในการบริหารงานบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่รุนแรง หากธุรกิจกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพคล่องจากการต้องสำรองกระแสเงินสดล่วงหน้า IFS Capital (Thailand) พร้อมสนับสนุนด้วยโซลูชันทางการเงินที่ตอบโจทย์ เพื่อให้ธุรกิจสามารถก้าวข้ามทุกอุปสรรคและเติบโตได้อย่างมั่นคง
FAQs
1. ยอดขั้นต่ำเท่าไหร่ถึงต้องหัก?
โดยทั่วไป กรณีการจ่ายเงินได้ตามมาตรา 40(2)–40(8) หากยอดจ่ายต่อครั้งต่อผู้รับ ไม่เกิน 1,000 บาท ไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย อย่างไรก็ตาม หากยอดจ่ายรวมหลายครั้งให้ผู้รับรายเดียวกันในลักษณะต่อเนื่อง และเข้าลักษณะต้องหักภาษี ควรพิจารณาหักให้ถูกต้องตามประเภทเงินได้ เพื่อความปลอดภัยทางภาษี ธุรกิจควรตรวจสอบประเภทเงินได้และอัตราหักให้ชัดเจนก่อนทุกครั้ง
2. หากลืมหักหรือลืมนำส่งจะมีบทลงโทษอย่างไร?
หากผู้จ่ายเงินไม่หัก หรือหักแล้วไม่นำส่งภาษีภายในกำหนด จะมีความเสี่ยงดังนี้
- เบี้ยปรับไม่เกิน 100% ของภาษีที่ต้องนำส่ง
- เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้างชำระ
- ค่าปรับทางอาญาไม่เกิน 2,000 บาท
และที่สำคัญ ผู้จ่ายต้องรับผิดชอบภาษีแทนผู้รับเงิน หากไม่ได้หักไว้ตั้งแต่ต้น
3. ผู้ถูกหักต้องยื่นภาษีปลายปีไหม?
ต้องยื่น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเป็นเพียง “ภาษีที่ชำระล่วงหน้า” ไม่ใช่ภาษีสุดท้าย ผู้ถูกหักยังต้องนำรายได้ทั้งหมดไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี และสามารถนำภาษีที่ถูกหักไว้แล้วไปเครดิตเพื่อลดภาษีที่ต้องชำระได้ หากถูกหักเกิน สามารถขอคืนภาษีได้ตามกระบวนการปกติ
4. หากหักผิดอัตราต้องแก้ไขอย่างไร?
กรณีหักน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด ผู้จ่ายเงินต้องรับผิดชอบส่วนต่าง และยื่นแบบเพิ่มเติม พร้อมชำระเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน หากหักเกิน ผู้รับเงินสามารถนำยอดที่ถูกหักไปเครดิตตอนยื่นภาษีปลายปี หรือขอคืนภาษีได้ ควรออกใบ 50 ทวิ ให้ถูกต้อง และหากจำเป็นอาจต้องออกฉบับแก้ไข
5. จ่ายให้ต่างประเทศต้องหักกี่เปอร์เซ็นต์?
โดยทั่วไป การจ่ายค่าบริการหรือค่าสิทธิไปยังต่างประเทศ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยมีอนุสัญญาภาษีซ้อน (Double Tax Agreement: DTA) กับประเทศนั้น อาจสามารถใช้อัตราที่ลดลงได้ ผู้จ่ายควรตรวจสอบประเทศคู่สัญญา และเอกสารรับรองถิ่นที่อยู่ทางภาษี (Certificate of Residence) ก่อนดำเนินการหักภาษี











