ในการดำเนินกิจการ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ SME หรือบริษัทขนาดใหญ่ เรื่องของภาษีถือเป็นหน้าที่สำคัญที่ผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะภาษีไม่ได้เป็นเพียงรายจ่ายประจำปี แต่ยังเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุน กำไร และกระแสเงินสดของกิจการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยทั่วไปภาษีที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม
บทความนี้ IFS Capital (Thailand) จะพาไปทำความรู้จักภาษีทั้งสองประเภทให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร มีอะไรบ้าง และส่งผลกระทบต่อธุรกิจในแง่มุมไหน เพื่อให้สามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมต่างกันอย่างไร?
ข้อแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม คือ “การผลักภาระภาษี” หรือการพิจารณาว่าผู้เสียภาษีสามารถผลักภาระนี้ไปให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทนได้หรือไม่ ซึ่งสามารถสรุปความแตกต่างได้ดังนี้
| หัวข้อ | ภาษีทางตรง | ภาษีทางอ้อม |
| ผู้เสียภาษี | ผู้มีรายได้ | ผู้บริโภค |
| การผลักภาระ | ผลักไม่ได้ | ผลักได้ |
| ตัวอย่าง | ภาษีเงินได้ | VAT |
| ผลกระทบต่อธุรกิจ | กระทบกำไร | กระทบราคาขายและเงินสด |
ตัวอย่างการคำนวณ :
- หากบริษัท A มีกำไร 1,000,000 บาท จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% เท่ากับ 200,000 บาท (ส่วนนี้คือภาษีทางตรง)
- หากบริษัท A ขายสินค้ามูลค่า 100,000 บาท จะต้องเรียกเก็บ VAT 7% เท่ากับ 7,000 บาท (ส่วนนี้คือภาษีทางอ้อม)
ภาษีทางตรงคืออะไร? มีอะไรบ้างที่ธุรกิจต้องรู้

ภาษีทางตรง คือ ภาษีที่ภาครัฐเรียกเก็บจากบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลที่มีรายได้หรือทรัพย์สินโดยตรง และไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทนได้ ผู้ที่มีรายได้หรือเป็นเจ้าของทรัพย์สินจะต้องเป็นผู้ควักกระเป๋าจ่ายภาษีส่วนนี้ด้วยตนเอง
ซึ่งภาษีทางตรงที่พบได้บ่อยในการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวัน มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังต่อไปนี้
1. ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (Personal Income Tax)
เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากบุคคลทั่วไปที่มีเงินได้เกิดขึ้นระหว่างปี ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง รายได้จากวิชาชีพอิสระ หรือรายได้จากการทำธุรกิจในนามบุคคลธรรมดา โดยผู้มีรายได้จะต้องนำยอดเงินมาคำนวณและยื่นแบบแสดงรายการภาษีเป็นประจำทุกปี
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล (Corporate Income Tax)
เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากกำไรสุทธิของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล โดยใช้อัตราภาษีแบบขั้นบันไดสูงสุดที่ 20% ซึ่งเป็นภาษีที่องค์กรธุรกิจต้องนำส่งจากผลประกอบการของตนเอง
ตัวอย่างผลกระทบของภาษีเงินได้นิติบุคคล
หากบริษัท A มีกำไรสุทธิ 1,000,000 บาท จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% คิดเป็นเงิน 200,000 บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้เป็นภาษีทางตรงที่บริษัทต้องรับภาระเอง ไม่สามารถผลักไปให้ลูกค้าช่วยจ่ายได้
ภาษีทางตรงจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อกำไรของธุรกิจ ทำให้เป็นปัจจัยสำคัญในการวางแผนภาษีและการบริหารต้นทุนนั่นเอง
3. ภาษีป้าย
เป็นภาษีที่เรียกเก็บจากเจ้าของป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ประกอบการค้าเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะเป็นป้ายหน้าบริษัท ป้ายโฆษณา หรือป้ายบิลบอร์ด โดยอัตราภาษีจะคำนวณจากขนาดและลักษณะของตัวอักษรหรือภาพที่ปรากฏบนป้าย
4. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
เป็นภาษีที่จัดเก็บจากผู้ครอบครองหรือทำประโยชน์ในที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เช่น อาคารพาณิชย์ โรงงาน หรือที่ดินเปล่า โดยประเมินจากมูลค่าของทรัพย์สินตามลักษณะการใช้ประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันเข้ามาทดแทนการจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่
5. ภาษีมรดกและภาษีทรัพย์สิน
ภาษีมรดกเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากทายาทเมื่อได้รับการโอนทรัพย์สินมรดกที่มีมูลค่าตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนภาษีทรัพย์สินอื่น ๆ จะเป็นภาษีที่เรียกเก็บจากการครอบครองทรัพย์สินเฉพาะเจาะจง เช่น ภาษีรถยนต์ประจำปี
ภาษีทางอ้อมคืออะไร? มีอะไรบ้างที่ธุรกิจต้องรู้

ภาษีทางอ้อม คือ ภาษีที่ผู้ประกอบการสามารถผลักภาระไปยังผู้บริโภคคนสุดท้ายได้ โดยมักจะถูกบวกเพิ่มหรือเรียกเก็บผ่านราคาสินค้าและบริการ แม้ผู้ประกอบการจะไม่ได้เป็นผู้ออกเงินจ่ายภาษีเอง แต่ก็มีหน้าที่เป็นตัวแทนของรัฐในการจัดเก็บและนำส่งภาษีให้ครบถ้วนตามกำหนดเวลา
1. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
เป็นภาษีทางอ้อมที่ใกล้ตัวที่สุด โดยเรียกเก็บจากมูลค่าส่วนเพิ่มของสินค้าและบริการในทุกขั้นตอนการผลิตและการจำหน่าย ปัจจุบันประเทศไทยใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่ 7% ซึ่งผู้บริโภคจะเป็นผู้รับภาระภาษีส่วนนี้ผ่านการซื้อสินค้า
2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ (Specific Business Tax)
เป็นภาษีที่จัดเก็บจากกิจการบางประเภทที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นพิเศษ ซึ่งมักเป็นธุรกิจที่ไม่เหมาะสมกับการเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เช่น กิจการธนาคาร ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจประกันชีวิต การขายอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าหรือหากำไร รวมถึงธุรกิจแฟคตอริ่ง
ตัวอย่างผลกระทบของภาษีทางอ้อม
สมมติบริษัทขายสินค้า 100,000 บาท จะต้องเรียกเก็บ VAT 7% จากลูกค้า เป็นเงิน 7,000 บาท แม้บริษัทจะเป็นผู้เรียกเก็บภาษี แต่ภาระภาษีนี้ถูกผลักไปยังผู้บริโภค ซึ่งเป็นลักษณะของภาษีทางอ้อม
อย่างไรก็ตาม ภาษีทางอ้อมมีผลกระทบต่อกระแสเงินสดของธุรกิจอย่างมาก เนื่องจากผู้ประกอบการต้องนำส่งภาษีให้ภาครัฐตามกำหนดเวลา แม้ว่าบางกรณีอาจจะยังไม่ได้รับเงินค่าสินค้าจากลูกค้าเลยก็ตาม
ดังนั้น การบริหารกระแสเงินสดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะกิจการที่มีเครดิตเทอมยาวหรือมีลูกหนี้การค้า
3. อากรแสตมป์ (Stamp Duty)
เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการทำตราสารหรือเอกสารสัญญาทางกฎหมาย 28 ประเภทตามที่บัญชีอัตราอากรแสตมป์กำหนด เช่น สัญญาเช่าที่ดิน สัญญากู้ยืมเงิน หรือสัญญาจ้างทำของ ซึ่งต้องมีการปิดอากรแสตมป์และขีดฆ่าเพื่อให้เอกสารนั้นมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย
บริหารภาษีอย่างไรไม่ให้กระทบกระแสเงินสดของธุรกิจ?

ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องเผชิญกับปัญหา “มีกำไร แต่ไม่มีเงินสด” โดยเฉพาะจากภาษีทางอ้อม เช่น VAT ที่กิจการต้องนำส่งยอดให้ภาครัฐตามกำหนดเวลา แม้จะยังไม่ได้รับเงินชำระค่าสินค้าจากลูกค้าเลยก็ตาม สถานการณ์นี้มักเกิดกับธุรกิจที่มีการให้เครดิตเทอมยาว หรือมีลูกหนี้การค้าคงค้างจำนวนมาก ซึ่งส่งผลให้กระแสเงินสดของธุรกิจตึงตัว หมุนเงินไม่ทัน
หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) ซึ่งช่วยเปลี่ยนลูกหนี้การค้าหรือเอกสารใบแจ้งหนี้ให้เป็นเงินสดได้ทันที โดยไม่ต้องรอให้ครบกำหนดชำระเงิน บริการจาก IFS Capital (Thailand) จะช่วยให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดเพียงพอสำหรับนำมาบริหารภาษี จ่ายค่าใช้จ่ายหมุนเวียน และดำเนินกิจการต่อไปได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่สะดุด
สรุป ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมที่ธุรกิจต้องเข้าใจ
ภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อมเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในทุกธุรกิจต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ โดยภาษีทางตรงจะเป็นรายจ่ายที่ส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทโดยตรง ไม่สามารถผลักภาระให้ใครได้ ในขณะที่ภาษีทางอ้อมแม้จะผลักภาระให้ผู้ซื้อได้ แต่ก็ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและกระแสเงินสดของกิจการ การวางแผนภาษีธุรกิจที่ดีควบคู่ไปกับการบริหารสภาพคล่องอย่างรัดกุม จะช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีลูกหนี้การค้า ควรมีเครื่องมือช่วยบริหารเงินสดเพื่อรองรับภาระภาษีและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาษีทางตรงและภาษีทางอ้อม
1. ภาษีทางตรงสามารถผลักภาระให้ผู้อื่นเสียแทนได้หรือไม่?
ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากภาษีทางตรงเป็นภาษีที่ถูกเรียกเก็บจากตัวผู้มีรายได้หรือเจ้าของทรัพย์สินโดยตรง เช่น ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีเงินได้นิติบุคคล ผู้ที่มีหน้าที่เสียภาษีจึงไม่สามารถผลักภาระให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทนได้ ซึ่งจะแตกต่างจากภาษีทางอ้อมที่สามารถบวกรวมอยู่ในราคาสินค้าหรือบริการได้
2. ภาษีทางอ้อมจะถูกเรียกเก็บจากใคร และเรียกเก็บในขั้นตอนไหน?
ภาษีทางอ้อมจะถูกเรียกเก็บจากผู้บริโภคหรือผู้ซื้อเป็นหลัก โดยมีผู้ประกอบการเป็นผู้ทำหน้าที่จัดเก็บและนำส่งให้ภาครัฐ ตัวอย่างเช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ถูกบวกเพิ่มเข้าไปในราคาสินค้า ผู้บริโภคจะเป็นผู้จ่ายภาษีนี้ในขั้นตอนการซื้อ แต่ผู้ประกอบการจะมีหน้าที่นำส่งภาษีดังกล่าวให้กรมสรรพากรตามรอบเวลาที่กำหนด
3. ทำไมผู้ประกอบการและธุรกิจ SMEs จึงต้องให้ความสำคัญกับการเสียภาษี?
การบริหารจัดการภาษีอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงด้านปัญหาทางกฎหมายและค่าปรับย้อนหลัง รวมถึงช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในการดำเนินงานให้แก่กิจการ นอกจากนี้ ภาษีบางประเภท เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินสด การวางแผนภาษีควบคู่กับการบริหารสภาพคล่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคง
4. ภาษีทางอ้อมส่งผลต่อกระแสเงินสดของธุรกิจอย่างไร?
ภาษีทางอ้อมอย่าง VAT อาจทำให้ธุรกิจเกิดภาระต้องนำส่งเงินภาษีให้ภาครัฐไปก่อน แม้ว่าจะยังเก็บเงินค่าสินค้าจากลูกค้าไม่ได้ก็ตาม สถานการณ์เช่นนี้มักพบได้บ่อยในธุรกิจที่มีการให้เครดิตเทอม ทำให้กระแสเงินสดตึงตัว ผู้ประกอบการจึงควรมีการวางแผนทางการเงินล่วงหน้า หรือเลือกใช้เครื่องมือช่วยบริหารสภาพคล่องเพื่อรองรับภาระรายจ่ายส่วนนี้











